<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5409384484498193708</id><updated>2012-02-16T01:13:11.377-08:00</updated><title type='text'>IL Fenomeno</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://confalkebuff.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5409384484498193708/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://confalkebuff.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Confalke Buff</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13865274795126124222</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FDCDtAxeA0E/SWXZoW704uI/AAAAAAAAAAY/6Z8WwCDMo6U/S220/dHjC0S543157-02.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>6</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5409384484498193708.post-2891980279256756960</id><published>2009-01-28T23:39:00.000-08:00</published><updated>2009-01-28T23:43:31.270-08:00</updated><title type='text'>กำเนิด Computer</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;  &lt;strong&gt;กำเนิดคอมพิวเตอร์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มนุษย์พยายามสร้างเครื่องมือเพื่อช่วยการคำนวณมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว จึงได้พยายามพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ ให้สามารถใช้งานได้ง่ายเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งพอที่จะลำดับเครื่องมือที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมามีดังนี้ ในระยะ 5,000 ปี ที่ผ่านมา มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้นิ้วมือและนิ้วเท้าของตนเพื่อช่วยในการคำนวณ และพัฒนาเป็นอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ลูกหิน ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ชาวจีนได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการคำนวณขึ้นมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลูกคิด (Abacus) ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ช่วยการคำนวณที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พ.ศ. 2518&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ John Napier ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการคำนวณขึ้นมาเรียกว่า Napier's Bones เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับตารางสูตรคูณในปัจจุบัน พ.ศ. 2185 นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Blaise Pascal ได้ออกแบบเครื่องมือช่วยในการคำนวณโดยใช้หลักการหมุนของฟันเฟืองหนึ่งอันถูกหมุนครบ 1 รอบ ฟันเฟืองอีกอันหนึ่งทางด้านซ้ายจะถูกหมุนไปด้วยในเศษ 1 ส่วน 10 รอบ เช่นเดียวกับการทดเลขสำหรับผลการคำนวณจะดูได้ที่ช่องบน และได้ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนเมื่อ พ.ศ. 2188 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เครื่องมือนี้สามารถใช้ได้ดีในการคำนวณบวกและลบ เท่านั้น ส่วนการคูณและหารยังไม่ดีเท่าไร ในปี 2216 นักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อ Gottfried Wilhelm Baronvon Leibnitz ได้ปรับปรุงเครื่องคำนวณของปาสคาล ซึ่งใช้การบวกซ้ำ ๆ กันแทนการคูณเลข จึงทำให้สามารถทำการคูณและหารได้โดยตรง ซึ่งอาศัยการหมุนวงล้อของเครื่องเอง เครื่องคิดเลขที่ไลบนิซ สร้างขึ้นเรียกว่า Leibniz's Stepped และยังค้นพบเลขฐานสอง (Binary Number) คือ เลข 0 และเลข 1 ซึ่งเป็นระบบเลขที่เหมาะในการคำนวณ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พ.ศ. 2344&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Joseph Marie Jacquard ได้พยายามพัฒนาเครืองทอผ้าโดยใช้บัตรเจาะรูในการบันทึกคำสั่งควบคุมเครื่องทอผ้าให้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดการประดิษฐ์เครื่องเจาะบัตร (Punched Card Machine) ในเวลาต่อมา และถือว่าเป็นเครื่องจักรที่ใช้ชุดคำสั่ง (Program) สั่งทำงานเป็นเครื่องแรก พ.ศ. 2373 Charles Babbage ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ของอังกฤษ ได้สร้างเครื่องหาผลต่าง (Difference Engine) ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้คำนวณและพิมพ์ตารางทางคณิตศาสตร์อย่างอัตโนมัติ แต่ก็ไม่สำเร็จตามแนวคิด ด้วยข้อจำกัดทางด้านวิศวกรรมในสมัยนั้น แต่ได้พัฒนาเครื่องมือหนึ่งเรียกว่า เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) เครื่องนี้ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ 1. ส่วนเก็บข้อมูล เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บข้อมูลนำเข้าและผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ 2. ส่วนประมวลผล เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์ 3. ส่วนควบคุม เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างส่วนเก็บข้อมูลและส่วนประมวลผล 4. ส่วนรับข้อมูลเข้าและแสดงผลลัพธ์ เป็นส่วนที่ใช้รับข้อมูลจากภายนอกเครื่องเข้าสู่ส่วนเก็บข้อมูลและแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณด้วยเครื่องวิเคราะห์นี้มีลักษณะใกล้เคียงกับส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จึงทำให้ Charles Babbage ได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งคอมพิวเตอร์"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พ.ศ. 2385&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;สุภาพสตรีชาวอังกฤษชื่อ Lady Augusta Ada Byron ได้ทำการแปลเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่อง Analytical Engine และได้เขียนขั้นตอนของคำสั่งวิธีใช้เครื่องนี้ให้ทำการคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อนไว้ในหนังสือ Taylor's Scientific Memories จึงนับได้ว่า ออกุสต้า เป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก และยังค้นพบอีกว่าชุดบัตรเจาะรูที่บรรจุชุดคำสั่งไว้สามารถนำกลับมาทำงานซ้ำใหม่ได้ถ้าต้องการ นั่นคือหลักการทำงานวนซ้ำ หรือที่เรียกว่า Loop เครื่องมือคำนวณที่ถูกพัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 19 นั้น ทำงานกับเลขฐานสิบ (Decimal Number) แต่เมื่อเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 ระบบคอมพิวเตอร์ได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้เลขฐานสอง (Binary Number)กับระบบคอมพิวเตอร์ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักของพีชคณิต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พ.ศ. 2397&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ George Boole ได้สร้างระบบพีชคณิตแบบใหม่ เรียกว่า พีชคณิตบูลลีน (Boolean Algebra)ซึ่งมีประโยชน์มากต่อการออกแบบวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และการออกแบบทางตรรกวิทยาของเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พ.ศ. 2423&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;Dr. Herman Hollerith นักสถิติชาวอเมริกันได้ประดิษฐ์เครื่องประมวลผลทางสถิติเครื่องแรก ซึ่งใช้กับบัตรเจาะรู ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในงานสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกา เรียกบัตรเจาะรูนี้ว่า บัตรฮอลเลอริท หรือบัตรไอบีเอ็ม เพราะผู้ผลิตคือบริษัท ไอบีเอ็ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พ.ศ. 2480&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ศาสตราจารย์ Howard Aiken ได้พัฒนาเครื่องคำนวณตามแนวคิดของแบบเบจ ร่วมกับวิศวกรของบริษัท ไอบีเอ็มได้สำเร็จโดยเครื่องจะทำงานแบบเครื่องจักรกลปนไฟฟ้าและใช้บัตรเจาะรูเป็นสื่อในการนำข้อมูลเข้าสู่เครื่องเพื่อทำการประมวลผล เครื่องมือนี้มีชื่อว่า MARK I หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า IBM Automatic Sequence Controlled Calculator และนับเป็นเครื่องคำนวณแบบอัตโนมัติเครื่องแรกของโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พ.ศ. 2486&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ศูนย์วิจัยของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ต้องการเครื่องคำนวณหาทิศทางและระยะทางในการส่งขีปนาวุธ ซึ่งถ้าใช้เครื่องคำนวณสมัยนั้นจะต้องใช้เวลาถึง 12 ชม.ต่อการยิง 1 ครั้ง ดังนั้น จึงให้ทุนอุดหนุนแก่ John W. Mauchly และ Persper Eckert สร้างคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา มีชื่อว่า ENIAC (Electronic Numerical Intergrater and Calculator) สำเร็จในปี 2489 โดยนำหลอดสุญญากาศจำนวน 18,000 หลอดมาใช้ในการสร้าง ซึ่งมีข้อดีคือ ทำให้เครื่องมีความเร็วและมีความถูกต้องแม่นยำในการคำนวณมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พ.ศ. 2492&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;Dr. John Von Neumann ได้พบวิธีการเก็บโปรแกรมไว้ในหน่วยความจำของเครื่องได้สำเร็จ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถุฏพัฒนาขึ้นตามแนวคิดนี้ได้แก่ EDVAC (Electronic Discrete Variable Automatic Computer) และนำมาใช้งานจริงในปี 2494 และในเวลาเดียวกันมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็ได้มีการสร้างคอมพิวเตอร์ในลักษณะคล้ายกับเครื่อง EDVAC นี้ และให้ชื่อว่า EDSAC (Electronic Delay Strorage Automatic Calculator) มีลักษณะการทำงานเหมือนกับ EDVAC คือเก็บโปรแกรมไว้ในหน่วยความจำ แต่มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างออกไปคือ ใช้เทปแม่เหล็กในการบันทึกข้อมูลต่อมา ศาสตราจารย์แอคเคิทและมอชลี ได้ร่วมมือกันสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์อีก ชื่อว่า UNIVAC I (Universal Automatic Calculator) ซึ่งผลิตขึ้นมาเพื่อขายหรือเช่า เป็นเครื่องแรกที่ออกสู่ตลาดซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์ขยายตัวออกไปในภาคเอกชน และเริ่มมีการซื้อขายคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และวิวัฒนาการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5409384484498193708-2891980279256756960?l=confalkebuff.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://confalkebuff.blogspot.com/feeds/2891980279256756960/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://confalkebuff.blogspot.com/2009/01/computer.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5409384484498193708/posts/default/2891980279256756960'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5409384484498193708/posts/default/2891980279256756960'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://confalkebuff.blogspot.com/2009/01/computer.html' title='กำเนิด Computer'/><author><name>Confalke Buff</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13865274795126124222</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FDCDtAxeA0E/SWXZoW704uI/AAAAAAAAAAY/6Z8WwCDMo6U/S220/dHjC0S543157-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5409384484498193708.post-2897094827308518460</id><published>2009-01-28T23:34:00.000-08:00</published><updated>2009-01-28T23:38:32.243-08:00</updated><title type='text'>LCD แตกต่างกับ Plasma อย่างไร ?</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ทั้ง Plasma และ LCD เป็นจอภาพแสดงผลแบบ"แบนบาง"ทั้งคู่โดยมีวิธีการสร้างภาพไม่เหมือนกัน (Plasma ใช้ก๊าซ, LCD ใช้ผลึกเหลว)เรื่องเทคนิคลึกๆขอข้ามแล้วกันนะครับ เอาจุดต่างที่เห็นได้ด้วยตานะครับจุดเด่นของ Plasma- สามารถรับชมภาพได้ชัดเจนจากทุกมุมมองคือมองภาพจากด้านซ้าย-ขวา หรือยืนดู, นอนดู ได้หมดครับในขณะที่ LCD ทั่วไป ถ้าไม่ได้มองภาพตรงๆ ภาพจะมืดลงครับ- ภาพมี Contrast ที่ดีกว่า LCDContrast คือความแตกต่างระหว่างภาพมืดสุด และสว่างสุดถ้า Contrast ต่ำ..ภาพสีดำ ก็จะไม่ดำสนิท(ออกปนเทา)เช่นเดียวกับสีขาว ก็จะไม่ขาวสนิท- ราคาต่อนิ้วถูกกว่าแต่ถ้า LCD ลดราคาลงมาเหมือนกับ BRAVIA นี้ก็คงไม่ถูกกว่าเท่าไหร่แล้วครับ- Response Time ดีกว่า LCDคือ อัตราการแสดงภาพ...ค่านี้ตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งดีนะครับถ้าค่ามาก ภาพเคลื่อนไหวจะเห็นมีเงาวิ่งตามภาพครับจุดเด่นของ LCD- มีความละเอียด (resolution) ของหน้าจอดีกว่าPlasma ส่วนใหญ่จะมีความละเอียดที่ WVGA (852x480 พิกเซล)ในขณะที่ LCD ส่วนใหญ่จะ WXGA (1366x768) หรือสูงกว่านี้ก็มีครับส่วน Plasma รุ่นใหม่ๆ ก็มี WXGA ออกมาครับ แต่ราคาแพงกว่าหลายหมื่นนอกจากนี้จุดพิกเซล (Dot Pitch) ของ LCD ยังมีความเล็กกว่าทำให้เวลานำมาใช้งานกับคอมพิวเตอร์ ภาพของ LCD จะละเอียดกว่า- หน้าจอไม่มีแสงสะท้อน 100%ทั้งทีวีจอแก้ว (CRT) หรือ Plasma TV หน้าจอจะเป็นกระจกซึ่งแน่นอนว่าสะท้อนแสงแน่ๆครับ ถ้าห้องเราเปิดไฟไว้เราจะเห็นหลอดไฟบนหน้าจอ และในฉากมืดๆ เรายังจะมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเราเองด้วยซ้ำครับเพราะฉะนั้นทีวี 2 ประเภทนี้ ถ้าอยากได้ภาพที่ดี ต้องปิดไฟดูส่วน LCD TV หน้าจอไม่ใช่กระจกครับ จึงไม่สะท้อนแสงแน่นอนภาพจึงไม่มีแสงสะท้อนรบกวนคุณภาพของภาพครับ- ไม่มีอาการจอไหม้Plasma TV ถ้าเปิดภาพใดภาพหนึ่งแช่ไว้นานๆ โดยไม่เปลี่ยนภาพเช่น เปิดภาพที่เป็นจอกว้าง มีแถบดำด้านบน-ล่างของจอหรือเปิดเกมที่มีการแสดงคะแนน ฯลฯ ค้างบนจอในจุดเดียวนานๆจะเกิดอาการ "จอไหม้" ได้ครับ คือ ภาพที่เปิดแช่นั้นมันจะค้างถึงเราเปลี่ยนไปดูภาพอื่นแล้ว แต่ยังจะเห็นภาพนั้นลางๆค้างอยู่ส่วน LCD TV จะไม่เป็นอาการนี้ครับ เค้าจึงนิยมเอามาใช้เป็นจอคอมฯไงครับ เพราะคอมฯต้องใช้แสดงตัวหนังสือแช่ไว้นานๆ- ประหยัดไฟLCD ประหยัดไฟกว่า Plasma ประมาณ 40% ในขนาดเดียวกันและยังแผ่ความร้อนออกมาน้อยกว่าด้วยครับPlasma ที่เปิดทิ้งไว้สักพัก ลองไปยืนใกล้ๆดูครับ ร้อนวูบเลยล่ะ- ความสว่างLCD มีความสว่างที่ดี เป็นจุดเด่นมาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับLCD TV จะผลิตตั้งแต่ 15" - 45"Plasma จะผลิตตั้งแต่ 37" - 60"จุดที่ LCD ด้อยกว่า Plasma ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น- สามารถรับชมภาพได้ชัดเจนจากทุกมุมมอง- ภาพมี Contrast ที่ดีกว่า LCD- ราคาต่อนิ้วถูกกว่า- Response Time ดีกว่า LCDต้องบอกว่าเป็นจุดด้อยกว่าของ LCD ทั่วๆไปนะครับสำหรับ LCD คุณภาพดีๆ เช่น SHARP AQUASหรือ SONY BRAVIA...ข้อด้อยดังกล่าวถือว่าได้แก้ปัญหาไปแล้ว&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5409384484498193708-2897094827308518460?l=confalkebuff.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://confalkebuff.blogspot.com/feeds/2897094827308518460/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://confalkebuff.blogspot.com/2009/01/lcd-plasma-vpjk.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5409384484498193708/posts/default/2897094827308518460'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5409384484498193708/posts/default/2897094827308518460'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://confalkebuff.blogspot.com/2009/01/lcd-plasma-vpjk.html' title='LCD แตกต่างกับ Plasma อย่างไร ?'/><author><name>Confalke Buff</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13865274795126124222</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FDCDtAxeA0E/SWXZoW704uI/AAAAAAAAAAY/6Z8WwCDMo6U/S220/dHjC0S543157-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5409384484498193708.post-5684912898684443524</id><published>2009-01-26T05:09:00.000-08:00</published><updated>2009-01-26T05:11:07.224-08:00</updated><title type='text'>ต้นกำเนิดวิทยุ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;ต้นกำเนิด&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;      เฮนริช เฮิร์ช&lt;/strong&gt; เป็นคนแรกที่ค้นพบคลื่นวิทยุ ในปี ค.ศ. 1887 แต่ยังไม่สามารถนำมาใช้ในการกระจายเสียงได้ จนกระทั่ง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;      กูลิเอลโม มาร์โคนี&lt;/strong&gt; นักประดิษฐ์ชาวอิตาเลีบยน ได้ทดลองพัฒนาคลื่นวิทยุให้สามารถกระจายเสียงส่งข่าวสารไปตามความถี่คลื่นที่ตั้งไว้ โดยในช่วงแรกนั้นการส่งคลื่นวิทยุเป็นเพียงการส่งข่าวสารตามท้องถิ่นใกล้ ๆ เท่านั้น แต่ต่อมามีการขยายความถี่ให้สามารถเลือกฟังสถานีได้ตามความพอใจ มีทั้งข่าวสาร เพลง รายการบันเทิงต่าง ๆ และสาระน่ารู้มากมาย&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5409384484498193708-5684912898684443524?l=confalkebuff.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://confalkebuff.blogspot.com/feeds/5684912898684443524/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://confalkebuff.blogspot.com/2009/01/blog-post_7411.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5409384484498193708/posts/default/5684912898684443524'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5409384484498193708/posts/default/5684912898684443524'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://confalkebuff.blogspot.com/2009/01/blog-post_7411.html' title='ต้นกำเนิดวิทยุ'/><author><name>Confalke Buff</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13865274795126124222</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FDCDtAxeA0E/SWXZoW704uI/AAAAAAAAAAY/6Z8WwCDMo6U/S220/dHjC0S543157-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5409384484498193708.post-8387938579500171001</id><published>2009-01-26T05:00:00.000-08:00</published><updated>2009-01-26T05:07:07.714-08:00</updated><title type='text'>กำเนิดหนังสือพิมพ์</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;กำเนิดหนังสือพิมพ์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;จากการส่งข่าวสารระหว่างประเทศในลักษณะกระดาษแผ่นเดียว จนมาถึงต้นราก  ของหนังสือพิมพ์สมัยใหม่ “Coranto” ที่เกิดขึ้น เมื่อ  ปี ค.ศ. 1620 ในฮอลแลนด์ และแพร่อิทธิพลมาถึงอังกฤษ จนเกิดหนังสือพิมพ์ที่มีลักษณะเหมือนหนังสือพิมพ์มากที่สุดชื่อ “Oxford Gazette” ในปี ค.ศ. 1665  ขณะที่ต้นกำเนิดหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยอยู่ในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 จนถึงกลางรัชกาลที่ 4 ปี พ.ศ. 2384 เล่มแรกคือ “บางกอก     รีคอร์เดอร์” หรือ ที่คนไทยเรียกว่า จดหมายเหตุอย่างสั้นที่บุกเบิกโดยหมอบรัดเลย์ จากนั้นก็มี บางกอกคาร์เลนดาร์, บางกอกเดลี่ ทั้งหมดเป็นหนังสือพิมพ์ที่ออกโดยชาวต่างประเทศ ในช่วง ปลายรัชกาล   ที่ 4 คนไทยกลุ่มหนึ่งที่เคยไปศึกษาในต่างประเทศเห็นว่า หากให้ฝรั่งออกหนังสือพิมพ์ฝ่ายเดียวจะเป็น    ภัย จึงออกหนังสือราชกิจจานุกเบกษา ในปี พ.ศ. 2401 เพื่อแจ้งข่าวสารของทางราชการ และมีอีกหลายเล่มทยอยออกมาในระยะหลัง ช่วงแรกหนังสือพิมพ์จะเผยแพร่เฉพาะในราชสำนัก ต่อมาใน ปลายรัชกาลที่ 5 จึง   เริ่มขยายสู่สามัญชน มีการออกหนังสือพิมพ์    โดยสามัญชนชื่อ สยามประเภท โดย ก.ศ.ร. กุหลาบ และเทียนวรรณ อาจกล่าวได้ว่า  เป็นจุดเริ่มต้นการแข่งขันของหนังสือพิมพ์  ก็ว่าได้ เพราะหนังสือพิมพ์สยามประเภทต้องแข่งขันกับหนังสือพิมพ์เจ้านายในราชสำนัก แต่กลับได้รับความนิยมมากกว่า เพราะมีการนำเสนอเนื้อหาสาระที่หลากหลาย รวมไปถึงเนื้อหาเชิงเยาะเย้ยถากถางสังคมและล้อเลียนการเมืองด้วย  หนังสือพิมพ์ได้มีการ   พัฒนาผ่านยุคสมัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในยุคระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยุคการเปลี่ยนแปลงในระบบรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งถึงปัจจุบันมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม จนเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของหนังสือพิมพ์ดั้งเดิม สู่การเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ จึงเป็นเรื่องที่หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะต้องสร้างความแตกต่าง เพื่อสามารถเอาชนะคู่แข่งและดำรงอยู่ในตลาดสื่อสิ่งพิมพ์ต่อไป.&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5409384484498193708-8387938579500171001?l=confalkebuff.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://confalkebuff.blogspot.com/feeds/8387938579500171001/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://confalkebuff.blogspot.com/2009/01/blog-post_26.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5409384484498193708/posts/default/8387938579500171001'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5409384484498193708/posts/default/8387938579500171001'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://confalkebuff.blogspot.com/2009/01/blog-post_26.html' title='กำเนิดหนังสือพิมพ์'/><author><name>Confalke Buff</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13865274795126124222</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FDCDtAxeA0E/SWXZoW704uI/AAAAAAAAAAY/6Z8WwCDMo6U/S220/dHjC0S543157-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5409384484498193708.post-3327408968675676742</id><published>2009-01-24T00:06:00.000-08:00</published><updated>2009-01-24T00:18:48.957-08:00</updated><title type='text'>การเขียนเรื่องสั้น</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;การเขียนเรื่องสั้น&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;   เรื่องสั้นเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่ง ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกมีความยาวประมาณ 1000-10000 คำ ผู้เขียนเขียนขึ้นโดยใช้จินตนาการของตนเองอย่างสมจริงสมจัง มีขนาดสั้น ตัวละครไม่มาก ดำเนินเรื่องด้วยความรวดเร็วและมีจุดมุ่งหมายเดียวโดยอาศัยศิลปะการเขียนที่ชวนให้น่าอ่านและมีคติธรรมแทรก j. Berg Esenwien ได้กล่าวถึงลักษณะเรื่องสั้นที่ดีไว้ว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1. ต้องมีพฤติการอันสำคัญอันเป็นต้นเรื่องแต่เพียงอย่างเดียว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2. ต้องมีตัวละครที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในท้องเรื่องแต่เพียงตัวเดียว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3. ต้องมีจินตนาการหรือมโนภาพให้ผู้อ่านคล้อยตามไปด้วย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;4. ต้องมีพล๊อตหรือการผูกเค้าเรื่องให้ผู้อ่านฉงนหรือสนใจ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;5. ต้องมีความแน่นหรือเขียนอย่างรัดกุม &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;6. ต้องมีการจัดรูป ลำดับพฤติการณ์ให้มีชั้นเชิงชวนอ่าน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;7. ให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์หรือความรู้สึกอย่างใดอย่างนึง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;ชนิดของเรื่องสั้น การเขียนเรื่องสั้น แยกเป็นประเภทต่างๆได้ดังนี้ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1. ชนิดผูกเรื่อง (plot Story) คือเรื่องสั้นที่มีโครงเรื่องซับซ้อนและจบลงในลักษณะที่ผู้อ่านคาดไม่ถึง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2. ชนิดเพ่งเล็งที่จะแสดงลักษณะของตัวละคร (Character Story) คือเรื่องสั้นที่เน้นตัวละครเป็นใหญ่หรือเน้นให้ตัวละครเป็นผู้เล่าเรื่องหรือดำเนินเรื่อง โดยต้องการแสดงลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งของตัวละครเป็นสำคัญ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3. ชนิดถือเป็นฉากเป็นสำคัญ (Atmosphere Story) คือ เรื่องสั้นที่ผู้เขียนบรรยายฉากหรือสถานที่หรือแห่งนั้น ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึก ทำให้ผู้เกิดความรู้สึกคล้อยตามอารมณ์และและความคิดของตัวละคร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;4. ชนิดที่แสดงแนวความคิดเห็น (Theme Story) คือ เรื่องที่ผู้เขียนมีอุดมคติหรือต้องการชี้ให้เห็นข้อคิดหรือสัจธรรมของชีวิต ฐะปะนีย์ นาครทรรพ ได้เสนอการเขียนเรื่อสั้นไว้ว่า “พึ่งประสบการณ์อ่านให้มาก นึกอยากเขียน เพียรฝึกฝน สนใจมนุษย์ จุดหมายเด่น เฟ้นภาษา หาเชื้อเพลิงและสำเริงอารมณ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;” วิธีเขียนเรื่องสั้น วิธีเขียนเรื่องสั้นให้น่าอ่านชวนให้ติดตามควรมีรายละเอียดต่อไปนี้ คือ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;1. เค้าโครงเรื่อง (plot)&lt;/strong&gt; คือ การสร้างเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาเริ่มเรื่องและจบเรื่อง การสร้างโครงเรื่องนี้มีหลัก 3 ประการ คือ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1.1 โครงเรื่องต้องมีความสับสนวุ่นวาย มีปัญหาต้องแก้ไข มีการผูกปมที่ซับซ้อน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1.2 ในการดำเนินเรื่อง จะไม่ราบรื่น หากแต่ต้องมีอุปสรรคทำให้เรื่องสนุก หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้อ่านรอคอยต่อไป &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1.3 ปมนั้นค่อยๆคลี่คลาย จนถึงจุดสุดยอดของเรื่อง (cli-max) เป็นการจบหรือปิดเรื่อง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;2. ตัวละคร &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2.1 สร้างตัวละครให้สมจริง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2.2 การแสดงอุปนิสัยของตัวละครอาจบรรยายหรือเป็นบทที่ตัวละครพูดเอง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2.3 การแสดงอุปนิสัยของตัวละครต้องเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่เริ่มเรื่องจนจบเรื่อง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2.4 ตัวละครไม่มากเกินไป &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;3. ฉาก&lt;/strong&gt; เป้นสถานที่หรือสิ่งแวดล้อม รวมทั้งบรรยากาศต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเรื่อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3.1 เลือกฉากให้เหมาะสมกับเรื่อง และดำเนินเรื่องตามบรรยากาศที่ถูกต้อง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3.2 ผู้เขียนต้องเขียนฉากที่ตนรู้จังดีที่สุด เพราะจะได้ภาพที่แจ่มชัด &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;4. บทสนทนา&lt;/strong&gt; มีข้อปฏิบัติ คือ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;4.1 ไม่พูดนอกเรื่อง 4.2 เป็นคำพูดนอกเรื่อง 4.3 เป็นคำพูดง่ายต่อการเข้าใจ เหมาะสมแก่ฐานะของตัวละคร 4.4 รู้จักหลากคำ ไม่ใช้คำซ้ำซาก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;5. การเปิดเรื่อง&lt;/strong&gt; เป็นหัวใจของการเขียนเรื่อง เพราะจะทำให้ผู้อ่านติดตามต่อไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีการเปิดเรื่อง ซึ่งมีอยู่หลายวิธี คือ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;5.1 สร้างเหตุการณ์หรือการกระทำให้เกิดความสนใจ น่าตื่นเต้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;5.2 เปิดเรื่องโดยใช้บทสนทนาที่มีถ้อยคำแปลกในความหมายและเนื้อเรื่อง ก่อให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากติดตามเรื่องต่อไป &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;5.3 เปิดเรื่องโดยการพรรณนา พรรณนาฉาก หรือบรรยายฉากที่ชวนให้ผู้อ่านสนใจ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;6. การดำเนินเรื่อง ต้องคำนึงถึง&lt;/strong&gt; คือ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;6.1 ควรดำเนินเรื่องไปสู่จุดหมายโดยเร็ว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;6.2 ปมของเรื่องควรมีความขัดแย้ง 1 แห่ง แล้วค่อยๆคลายปมทีละน้อย สมดังความปรารถนาของผู้อ่านที่รอคอย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;7. การปิดเรื่อง เป็นตอนที่สำคัญที่สุด ผู้อ่านจะทราบว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร ซึ่งเป็นจุดสุดยอดของเรื่อง คือ&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;7.1 จบลงโดยที่ทำให้ผู้อ่านประหลาดใจ คาดไม่ถึง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;7.2 จงลงด้วยความสมปรารถนา หรือสิ้นหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง ในการเขียนเรื่องสั้นนั้น จะเลือกเขียนในแนวใดก็ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้และอารมณ์ของแต่ละคนที่จินตนาการ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป โดยไม่จำเป็นต้องยึดหลักการเขียนเรื่องสั้นเป็นแบบแผนนัก ขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่าจะมีแนวคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้น อันเปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของตนเองมากกว่า &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5409384484498193708-3327408968675676742?l=confalkebuff.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://confalkebuff.blogspot.com/feeds/3327408968675676742/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://confalkebuff.blogspot.com/2009/01/blog-post_24.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5409384484498193708/posts/default/3327408968675676742'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5409384484498193708/posts/default/3327408968675676742'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://confalkebuff.blogspot.com/2009/01/blog-post_24.html' title='การเขียนเรื่องสั้น'/><author><name>Confalke Buff</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13865274795126124222</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FDCDtAxeA0E/SWXZoW704uI/AAAAAAAAAAY/6Z8WwCDMo6U/S220/dHjC0S543157-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5409384484498193708.post-3154003684144069070</id><published>2009-01-23T00:22:00.000-08:00</published><updated>2009-01-23T00:24:24.806-08:00</updated><title type='text'>การเขียนบท</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1. การค้นคว้าหาข้อมูล (research) เป็นขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์อันดับแรกที่ต้องทำถือเป็นสิ่งสำคัญหลังจากเราพบประเด็นของเรื่องแล้ว จึงลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเสริมรายละเอียดเรื่องราวที่ถูกต้อง จริง ชัดเจน และมีมิติมากขึ้น คุณภาพของภาพยนตร์จะดีหรือไม่จึงอยู่ที่การค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าภาพยนตร์นั้นจะมีเนื้อหาใดก็ตาม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2. การกำหนดประโยคหลักสำคัญ (premise) หมายถึงความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้ตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นถ้า...” (what if) ตัวอย่างของ premise ตามรูปแบบหนังฮอลลีวู้ด เช่น เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ &amp;amp; จูเลียตเกิดขึ้นในนิวยอร์ค คือ เรื่อง West Side Story, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ดาวอังคารบุกโลก คือเรื่อง The Invasion of Mars, เกิดอะไรขึ้นถ้าก็อตซิล่าบุกนิวยอร์ค คือเรื่อง Godzilla, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก คือเรื่อง The Independence Day, เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ &amp;amp; จูเลียตเกิดขึ้นบนเรือไททานิค คือเรื่อง Titanic เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3. การเขียนเรื่องย่อ (synopsis) คือเรื่องย่อขนาดสั้น ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทัด หรือหนึ่งย่อหน้า หรืออาจเขียนเป็น story outline เป็นร่างหลังจากที่เราค้นคว้าหาข้อมูลแล้วก่อนเขียนเป็นโครงเรื่องขยาย (treatment)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;4. การเขียนโครงเรื่องขยาย (treatment) เป็นการเขียนคำอธิบายของโครงเรื่อง (plot) ในรูปแบบของเรื่องสั้น โครงเรื่องขยายอาจใช้สำหรับเป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ บางครั้งอาจใช้สำหรับยื่นของบประมาณได้ด้วย และการเขียนโครงเรื่องขยายที่ดีต้องมีประโยคหลักสำหคัญ (premise) ที่ง่าย ๆ น่าสนใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;5. บทภาพยนตร์ (screenplay) สำหรับภาพยนตร์บันเทิง หมายถึง บท (script) ซีเควนส์หลัก (master scene/sequence)หรือ ซีนาริโอ (scenario) คือ บทภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่อง บทพูด แต่มีความสมบูรณ์น้อยกว่าบทถ่ายทำ (shooting script) เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมีขั้นตอน ประกอบ ด้วยตัวละครหลักบทพูด ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง เช่น บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ ไม่มีตัวเลขกำกับช็อต และโดยหลักทั่วไปบทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;6. บทถ่ายทำ (shooting script) คือบทภาพยนตร์ที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน บทถ่ายทำจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตำแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ (fade) การละลายภาพ หรือการจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ (wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเลขลำดับช็อตกำกับเรียงตามลำดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;7. บทภาพ (storyboard) คือ บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ คล้ายหนังสือการ์ตูน ให้เห็นความต่อเนื่องของช็อตตลอดทั้งซีเควนส์หรือทั้งเรื่องมีคำอธิบายภาพประกอบ เสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น ใช้เป็นแนวทางสำหรับการถ่ายทำ หรือใช้เป็นวิธีการคาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทำว่า เมื่อถ่ายทำสำเร็จแล้ว หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งบริษัทของ Walt Disney นำมาใช้กับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของบริษัทเป็นครั้งแรก โดยเขียนภาพ เหตุการณ์ของแอ็คชั่นเรียงติดต่อกันบนบอร์ด เพื่อให้คนดูเข้าใจและมองเห็นเรื่องราวล่วงหน้าได้ก่อนลงมือเขียนภาพ ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลำดับช็อตกำกับไว้ คำบรรยายเหตุการณ์ มุมกล้อง และอาจมีเสียงประกอบด้วย&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5409384484498193708-3154003684144069070?l=confalkebuff.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://confalkebuff.blogspot.com/feeds/3154003684144069070/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://confalkebuff.blogspot.com/2009/01/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5409384484498193708/posts/default/3154003684144069070'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5409384484498193708/posts/default/3154003684144069070'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://confalkebuff.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='การเขียนบท'/><author><name>Confalke Buff</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13865274795126124222</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FDCDtAxeA0E/SWXZoW704uI/AAAAAAAAAAY/6Z8WwCDMo6U/S220/dHjC0S543157-02.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
