กำเนิดคอมพิวเตอร์
มนุษย์พยายามสร้างเครื่องมือเพื่อช่วยการคำนวณมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว จึงได้พยายามพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ ให้สามารถใช้งานได้ง่ายเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งพอที่จะลำดับเครื่องมือที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมามีดังนี้ ในระยะ 5,000 ปี ที่ผ่านมา มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้นิ้วมือและนิ้วเท้าของตนเพื่อช่วยในการคำนวณ และพัฒนาเป็นอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ลูกหิน ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ชาวจีนได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการคำนวณขึ้นมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลูกคิด (Abacus) ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ช่วยการคำนวณที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน
พ.ศ. 2518
นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ John Napier ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการคำนวณขึ้นมาเรียกว่า Napier's Bones เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับตารางสูตรคูณในปัจจุบัน พ.ศ. 2185 นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Blaise Pascal ได้ออกแบบเครื่องมือช่วยในการคำนวณโดยใช้หลักการหมุนของฟันเฟืองหนึ่งอันถูกหมุนครบ 1 รอบ ฟันเฟืองอีกอันหนึ่งทางด้านซ้ายจะถูกหมุนไปด้วยในเศษ 1 ส่วน 10 รอบ เช่นเดียวกับการทดเลขสำหรับผลการคำนวณจะดูได้ที่ช่องบน และได้ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนเมื่อ พ.ศ. 2188 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เครื่องมือนี้สามารถใช้ได้ดีในการคำนวณบวกและลบ เท่านั้น ส่วนการคูณและหารยังไม่ดีเท่าไร ในปี 2216 นักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อ Gottfried Wilhelm Baronvon Leibnitz ได้ปรับปรุงเครื่องคำนวณของปาสคาล ซึ่งใช้การบวกซ้ำ ๆ กันแทนการคูณเลข จึงทำให้สามารถทำการคูณและหารได้โดยตรง ซึ่งอาศัยการหมุนวงล้อของเครื่องเอง เครื่องคิดเลขที่ไลบนิซ สร้างขึ้นเรียกว่า Leibniz's Stepped และยังค้นพบเลขฐานสอง (Binary Number) คือ เลข 0 และเลข 1 ซึ่งเป็นระบบเลขที่เหมาะในการคำนวณ
พ.ศ. 2344
นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Joseph Marie Jacquard ได้พยายามพัฒนาเครืองทอผ้าโดยใช้บัตรเจาะรูในการบันทึกคำสั่งควบคุมเครื่องทอผ้าให้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดการประดิษฐ์เครื่องเจาะบัตร (Punched Card Machine) ในเวลาต่อมา และถือว่าเป็นเครื่องจักรที่ใช้ชุดคำสั่ง (Program) สั่งทำงานเป็นเครื่องแรก พ.ศ. 2373 Charles Babbage ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ของอังกฤษ ได้สร้างเครื่องหาผลต่าง (Difference Engine) ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้คำนวณและพิมพ์ตารางทางคณิตศาสตร์อย่างอัตโนมัติ แต่ก็ไม่สำเร็จตามแนวคิด ด้วยข้อจำกัดทางด้านวิศวกรรมในสมัยนั้น แต่ได้พัฒนาเครื่องมือหนึ่งเรียกว่า เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) เครื่องนี้ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ 1. ส่วนเก็บข้อมูล เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บข้อมูลนำเข้าและผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ 2. ส่วนประมวลผล เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์ 3. ส่วนควบคุม เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างส่วนเก็บข้อมูลและส่วนประมวลผล 4. ส่วนรับข้อมูลเข้าและแสดงผลลัพธ์ เป็นส่วนที่ใช้รับข้อมูลจากภายนอกเครื่องเข้าสู่ส่วนเก็บข้อมูลและแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณด้วยเครื่องวิเคราะห์นี้มีลักษณะใกล้เคียงกับส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จึงทำให้ Charles Babbage ได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งคอมพิวเตอร์"
พ.ศ. 2385
สุภาพสตรีชาวอังกฤษชื่อ Lady Augusta Ada Byron ได้ทำการแปลเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่อง Analytical Engine และได้เขียนขั้นตอนของคำสั่งวิธีใช้เครื่องนี้ให้ทำการคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อนไว้ในหนังสือ Taylor's Scientific Memories จึงนับได้ว่า ออกุสต้า เป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก และยังค้นพบอีกว่าชุดบัตรเจาะรูที่บรรจุชุดคำสั่งไว้สามารถนำกลับมาทำงานซ้ำใหม่ได้ถ้าต้องการ นั่นคือหลักการทำงานวนซ้ำ หรือที่เรียกว่า Loop เครื่องมือคำนวณที่ถูกพัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 19 นั้น ทำงานกับเลขฐานสิบ (Decimal Number) แต่เมื่อเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 ระบบคอมพิวเตอร์ได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้เลขฐานสอง (Binary Number)กับระบบคอมพิวเตอร์ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักของพีชคณิต
พ.ศ. 2397
นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ George Boole ได้สร้างระบบพีชคณิตแบบใหม่ เรียกว่า พีชคณิตบูลลีน (Boolean Algebra)ซึ่งมีประโยชน์มากต่อการออกแบบวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และการออกแบบทางตรรกวิทยาของเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันด้วย
พ.ศ. 2423
Dr. Herman Hollerith นักสถิติชาวอเมริกันได้ประดิษฐ์เครื่องประมวลผลทางสถิติเครื่องแรก ซึ่งใช้กับบัตรเจาะรู ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในงานสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกา เรียกบัตรเจาะรูนี้ว่า บัตรฮอลเลอริท หรือบัตรไอบีเอ็ม เพราะผู้ผลิตคือบริษัท ไอบีเอ็ม
พ.ศ. 2480
ศาสตราจารย์ Howard Aiken ได้พัฒนาเครื่องคำนวณตามแนวคิดของแบบเบจ ร่วมกับวิศวกรของบริษัท ไอบีเอ็มได้สำเร็จโดยเครื่องจะทำงานแบบเครื่องจักรกลปนไฟฟ้าและใช้บัตรเจาะรูเป็นสื่อในการนำข้อมูลเข้าสู่เครื่องเพื่อทำการประมวลผล เครื่องมือนี้มีชื่อว่า MARK I หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า IBM Automatic Sequence Controlled Calculator และนับเป็นเครื่องคำนวณแบบอัตโนมัติเครื่องแรกของโลก
พ.ศ. 2486
เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ศูนย์วิจัยของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ต้องการเครื่องคำนวณหาทิศทางและระยะทางในการส่งขีปนาวุธ ซึ่งถ้าใช้เครื่องคำนวณสมัยนั้นจะต้องใช้เวลาถึง 12 ชม.ต่อการยิง 1 ครั้ง ดังนั้น จึงให้ทุนอุดหนุนแก่ John W. Mauchly และ Persper Eckert สร้างคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา มีชื่อว่า ENIAC (Electronic Numerical Intergrater and Calculator) สำเร็จในปี 2489 โดยนำหลอดสุญญากาศจำนวน 18,000 หลอดมาใช้ในการสร้าง ซึ่งมีข้อดีคือ ทำให้เครื่องมีความเร็วและมีความถูกต้องแม่นยำในการคำนวณมากขึ้น
พ.ศ. 2492
Dr. John Von Neumann ได้พบวิธีการเก็บโปรแกรมไว้ในหน่วยความจำของเครื่องได้สำเร็จ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถุฏพัฒนาขึ้นตามแนวคิดนี้ได้แก่ EDVAC (Electronic Discrete Variable Automatic Computer) และนำมาใช้งานจริงในปี 2494 และในเวลาเดียวกันมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็ได้มีการสร้างคอมพิวเตอร์ในลักษณะคล้ายกับเครื่อง EDVAC นี้ และให้ชื่อว่า EDSAC (Electronic Delay Strorage Automatic Calculator) มีลักษณะการทำงานเหมือนกับ EDVAC คือเก็บโปรแกรมไว้ในหน่วยความจำ แต่มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างออกไปคือ ใช้เทปแม่เหล็กในการบันทึกข้อมูลต่อมา ศาสตราจารย์แอคเคิทและมอชลี ได้ร่วมมือกันสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์อีก ชื่อว่า UNIVAC I (Universal Automatic Calculator) ซึ่งผลิตขึ้นมาเพื่อขายหรือเช่า เป็นเครื่องแรกที่ออกสู่ตลาดซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์ขยายตัวออกไปในภาคเอกชน และเริ่มมีการซื้อขายคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และวิวัฒนาการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552
LCD แตกต่างกับ Plasma อย่างไร ?
ทั้ง Plasma และ LCD เป็นจอภาพแสดงผลแบบ"แบนบาง"ทั้งคู่โดยมีวิธีการสร้างภาพไม่เหมือนกัน (Plasma ใช้ก๊าซ, LCD ใช้ผลึกเหลว)เรื่องเทคนิคลึกๆขอข้ามแล้วกันนะครับ เอาจุดต่างที่เห็นได้ด้วยตานะครับจุดเด่นของ Plasma- สามารถรับชมภาพได้ชัดเจนจากทุกมุมมองคือมองภาพจากด้านซ้าย-ขวา หรือยืนดู, นอนดู ได้หมดครับในขณะที่ LCD ทั่วไป ถ้าไม่ได้มองภาพตรงๆ ภาพจะมืดลงครับ- ภาพมี Contrast ที่ดีกว่า LCDContrast คือความแตกต่างระหว่างภาพมืดสุด และสว่างสุดถ้า Contrast ต่ำ..ภาพสีดำ ก็จะไม่ดำสนิท(ออกปนเทา)เช่นเดียวกับสีขาว ก็จะไม่ขาวสนิท- ราคาต่อนิ้วถูกกว่าแต่ถ้า LCD ลดราคาลงมาเหมือนกับ BRAVIA นี้ก็คงไม่ถูกกว่าเท่าไหร่แล้วครับ- Response Time ดีกว่า LCDคือ อัตราการแสดงภาพ...ค่านี้ตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งดีนะครับถ้าค่ามาก ภาพเคลื่อนไหวจะเห็นมีเงาวิ่งตามภาพครับจุดเด่นของ LCD- มีความละเอียด (resolution) ของหน้าจอดีกว่าPlasma ส่วนใหญ่จะมีความละเอียดที่ WVGA (852x480 พิกเซล)ในขณะที่ LCD ส่วนใหญ่จะ WXGA (1366x768) หรือสูงกว่านี้ก็มีครับส่วน Plasma รุ่นใหม่ๆ ก็มี WXGA ออกมาครับ แต่ราคาแพงกว่าหลายหมื่นนอกจากนี้จุดพิกเซล (Dot Pitch) ของ LCD ยังมีความเล็กกว่าทำให้เวลานำมาใช้งานกับคอมพิวเตอร์ ภาพของ LCD จะละเอียดกว่า- หน้าจอไม่มีแสงสะท้อน 100%ทั้งทีวีจอแก้ว (CRT) หรือ Plasma TV หน้าจอจะเป็นกระจกซึ่งแน่นอนว่าสะท้อนแสงแน่ๆครับ ถ้าห้องเราเปิดไฟไว้เราจะเห็นหลอดไฟบนหน้าจอ และในฉากมืดๆ เรายังจะมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเราเองด้วยซ้ำครับเพราะฉะนั้นทีวี 2 ประเภทนี้ ถ้าอยากได้ภาพที่ดี ต้องปิดไฟดูส่วน LCD TV หน้าจอไม่ใช่กระจกครับ จึงไม่สะท้อนแสงแน่นอนภาพจึงไม่มีแสงสะท้อนรบกวนคุณภาพของภาพครับ- ไม่มีอาการจอไหม้Plasma TV ถ้าเปิดภาพใดภาพหนึ่งแช่ไว้นานๆ โดยไม่เปลี่ยนภาพเช่น เปิดภาพที่เป็นจอกว้าง มีแถบดำด้านบน-ล่างของจอหรือเปิดเกมที่มีการแสดงคะแนน ฯลฯ ค้างบนจอในจุดเดียวนานๆจะเกิดอาการ "จอไหม้" ได้ครับ คือ ภาพที่เปิดแช่นั้นมันจะค้างถึงเราเปลี่ยนไปดูภาพอื่นแล้ว แต่ยังจะเห็นภาพนั้นลางๆค้างอยู่ส่วน LCD TV จะไม่เป็นอาการนี้ครับ เค้าจึงนิยมเอามาใช้เป็นจอคอมฯไงครับ เพราะคอมฯต้องใช้แสดงตัวหนังสือแช่ไว้นานๆ- ประหยัดไฟLCD ประหยัดไฟกว่า Plasma ประมาณ 40% ในขนาดเดียวกันและยังแผ่ความร้อนออกมาน้อยกว่าด้วยครับPlasma ที่เปิดทิ้งไว้สักพัก ลองไปยืนใกล้ๆดูครับ ร้อนวูบเลยล่ะ- ความสว่างLCD มีความสว่างที่ดี เป็นจุดเด่นมาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับLCD TV จะผลิตตั้งแต่ 15" - 45"Plasma จะผลิตตั้งแต่ 37" - 60"จุดที่ LCD ด้อยกว่า Plasma ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น- สามารถรับชมภาพได้ชัดเจนจากทุกมุมมอง- ภาพมี Contrast ที่ดีกว่า LCD- ราคาต่อนิ้วถูกกว่า- Response Time ดีกว่า LCDต้องบอกว่าเป็นจุดด้อยกว่าของ LCD ทั่วๆไปนะครับสำหรับ LCD คุณภาพดีๆ เช่น SHARP AQUASหรือ SONY BRAVIA...ข้อด้อยดังกล่าวถือว่าได้แก้ปัญหาไปแล้ว
วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552
ต้นกำเนิดวิทยุ
ต้นกำเนิด
เฮนริช เฮิร์ช เป็นคนแรกที่ค้นพบคลื่นวิทยุ ในปี ค.ศ. 1887 แต่ยังไม่สามารถนำมาใช้ในการกระจายเสียงได้ จนกระทั่ง
กูลิเอลโม มาร์โคนี นักประดิษฐ์ชาวอิตาเลีบยน ได้ทดลองพัฒนาคลื่นวิทยุให้สามารถกระจายเสียงส่งข่าวสารไปตามความถี่คลื่นที่ตั้งไว้ โดยในช่วงแรกนั้นการส่งคลื่นวิทยุเป็นเพียงการส่งข่าวสารตามท้องถิ่นใกล้ ๆ เท่านั้น แต่ต่อมามีการขยายความถี่ให้สามารถเลือกฟังสถานีได้ตามความพอใจ มีทั้งข่าวสาร เพลง รายการบันเทิงต่าง ๆ และสาระน่ารู้มากมาย
เฮนริช เฮิร์ช เป็นคนแรกที่ค้นพบคลื่นวิทยุ ในปี ค.ศ. 1887 แต่ยังไม่สามารถนำมาใช้ในการกระจายเสียงได้ จนกระทั่ง
กูลิเอลโม มาร์โคนี นักประดิษฐ์ชาวอิตาเลีบยน ได้ทดลองพัฒนาคลื่นวิทยุให้สามารถกระจายเสียงส่งข่าวสารไปตามความถี่คลื่นที่ตั้งไว้ โดยในช่วงแรกนั้นการส่งคลื่นวิทยุเป็นเพียงการส่งข่าวสารตามท้องถิ่นใกล้ ๆ เท่านั้น แต่ต่อมามีการขยายความถี่ให้สามารถเลือกฟังสถานีได้ตามความพอใจ มีทั้งข่าวสาร เพลง รายการบันเทิงต่าง ๆ และสาระน่ารู้มากมาย
กำเนิดหนังสือพิมพ์
กำเนิดหนังสือพิมพ์
จากการส่งข่าวสารระหว่างประเทศในลักษณะกระดาษแผ่นเดียว จนมาถึงต้นราก ของหนังสือพิมพ์สมัยใหม่ “Coranto” ที่เกิดขึ้น เมื่อ ปี ค.ศ. 1620 ในฮอลแลนด์ และแพร่อิทธิพลมาถึงอังกฤษ จนเกิดหนังสือพิมพ์ที่มีลักษณะเหมือนหนังสือพิมพ์มากที่สุดชื่อ “Oxford Gazette” ในปี ค.ศ. 1665 ขณะที่ต้นกำเนิดหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยอยู่ในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 จนถึงกลางรัชกาลที่ 4 ปี พ.ศ. 2384 เล่มแรกคือ “บางกอก รีคอร์เดอร์” หรือ ที่คนไทยเรียกว่า จดหมายเหตุอย่างสั้นที่บุกเบิกโดยหมอบรัดเลย์ จากนั้นก็มี บางกอกคาร์เลนดาร์, บางกอกเดลี่ ทั้งหมดเป็นหนังสือพิมพ์ที่ออกโดยชาวต่างประเทศ ในช่วง ปลายรัชกาล ที่ 4 คนไทยกลุ่มหนึ่งที่เคยไปศึกษาในต่างประเทศเห็นว่า หากให้ฝรั่งออกหนังสือพิมพ์ฝ่ายเดียวจะเป็น ภัย จึงออกหนังสือราชกิจจานุกเบกษา ในปี พ.ศ. 2401 เพื่อแจ้งข่าวสารของทางราชการ และมีอีกหลายเล่มทยอยออกมาในระยะหลัง ช่วงแรกหนังสือพิมพ์จะเผยแพร่เฉพาะในราชสำนัก ต่อมาใน ปลายรัชกาลที่ 5 จึง เริ่มขยายสู่สามัญชน มีการออกหนังสือพิมพ์ โดยสามัญชนชื่อ สยามประเภท โดย ก.ศ.ร. กุหลาบ และเทียนวรรณ อาจกล่าวได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นการแข่งขันของหนังสือพิมพ์ ก็ว่าได้ เพราะหนังสือพิมพ์สยามประเภทต้องแข่งขันกับหนังสือพิมพ์เจ้านายในราชสำนัก แต่กลับได้รับความนิยมมากกว่า เพราะมีการนำเสนอเนื้อหาสาระที่หลากหลาย รวมไปถึงเนื้อหาเชิงเยาะเย้ยถากถางสังคมและล้อเลียนการเมืองด้วย หนังสือพิมพ์ได้มีการ พัฒนาผ่านยุคสมัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในยุคระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยุคการเปลี่ยนแปลงในระบบรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งถึงปัจจุบันมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม จนเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของหนังสือพิมพ์ดั้งเดิม สู่การเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ จึงเป็นเรื่องที่หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะต้องสร้างความแตกต่าง เพื่อสามารถเอาชนะคู่แข่งและดำรงอยู่ในตลาดสื่อสิ่งพิมพ์ต่อไป.
จากการส่งข่าวสารระหว่างประเทศในลักษณะกระดาษแผ่นเดียว จนมาถึงต้นราก ของหนังสือพิมพ์สมัยใหม่ “Coranto” ที่เกิดขึ้น เมื่อ ปี ค.ศ. 1620 ในฮอลแลนด์ และแพร่อิทธิพลมาถึงอังกฤษ จนเกิดหนังสือพิมพ์ที่มีลักษณะเหมือนหนังสือพิมพ์มากที่สุดชื่อ “Oxford Gazette” ในปี ค.ศ. 1665 ขณะที่ต้นกำเนิดหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยอยู่ในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 จนถึงกลางรัชกาลที่ 4 ปี พ.ศ. 2384 เล่มแรกคือ “บางกอก รีคอร์เดอร์” หรือ ที่คนไทยเรียกว่า จดหมายเหตุอย่างสั้นที่บุกเบิกโดยหมอบรัดเลย์ จากนั้นก็มี บางกอกคาร์เลนดาร์, บางกอกเดลี่ ทั้งหมดเป็นหนังสือพิมพ์ที่ออกโดยชาวต่างประเทศ ในช่วง ปลายรัชกาล ที่ 4 คนไทยกลุ่มหนึ่งที่เคยไปศึกษาในต่างประเทศเห็นว่า หากให้ฝรั่งออกหนังสือพิมพ์ฝ่ายเดียวจะเป็น ภัย จึงออกหนังสือราชกิจจานุกเบกษา ในปี พ.ศ. 2401 เพื่อแจ้งข่าวสารของทางราชการ และมีอีกหลายเล่มทยอยออกมาในระยะหลัง ช่วงแรกหนังสือพิมพ์จะเผยแพร่เฉพาะในราชสำนัก ต่อมาใน ปลายรัชกาลที่ 5 จึง เริ่มขยายสู่สามัญชน มีการออกหนังสือพิมพ์ โดยสามัญชนชื่อ สยามประเภท โดย ก.ศ.ร. กุหลาบ และเทียนวรรณ อาจกล่าวได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นการแข่งขันของหนังสือพิมพ์ ก็ว่าได้ เพราะหนังสือพิมพ์สยามประเภทต้องแข่งขันกับหนังสือพิมพ์เจ้านายในราชสำนัก แต่กลับได้รับความนิยมมากกว่า เพราะมีการนำเสนอเนื้อหาสาระที่หลากหลาย รวมไปถึงเนื้อหาเชิงเยาะเย้ยถากถางสังคมและล้อเลียนการเมืองด้วย หนังสือพิมพ์ได้มีการ พัฒนาผ่านยุคสมัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในยุคระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยุคการเปลี่ยนแปลงในระบบรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งถึงปัจจุบันมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม จนเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของหนังสือพิมพ์ดั้งเดิม สู่การเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ จึงเป็นเรื่องที่หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะต้องสร้างความแตกต่าง เพื่อสามารถเอาชนะคู่แข่งและดำรงอยู่ในตลาดสื่อสิ่งพิมพ์ต่อไป.
วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552
การเขียนเรื่องสั้น
การเขียนเรื่องสั้น
เรื่องสั้นเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่ง ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกมีความยาวประมาณ 1000-10000 คำ ผู้เขียนเขียนขึ้นโดยใช้จินตนาการของตนเองอย่างสมจริงสมจัง มีขนาดสั้น ตัวละครไม่มาก ดำเนินเรื่องด้วยความรวดเร็วและมีจุดมุ่งหมายเดียวโดยอาศัยศิลปะการเขียนที่ชวนให้น่าอ่านและมีคติธรรมแทรก j. Berg Esenwien ได้กล่าวถึงลักษณะเรื่องสั้นที่ดีไว้ว่า
1. ต้องมีพฤติการอันสำคัญอันเป็นต้นเรื่องแต่เพียงอย่างเดียว
2. ต้องมีตัวละครที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในท้องเรื่องแต่เพียงตัวเดียว
3. ต้องมีจินตนาการหรือมโนภาพให้ผู้อ่านคล้อยตามไปด้วย
4. ต้องมีพล๊อตหรือการผูกเค้าเรื่องให้ผู้อ่านฉงนหรือสนใจ
5. ต้องมีความแน่นหรือเขียนอย่างรัดกุม
6. ต้องมีการจัดรูป ลำดับพฤติการณ์ให้มีชั้นเชิงชวนอ่าน
7. ให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์หรือความรู้สึกอย่างใดอย่างนึง
ชนิดของเรื่องสั้น การเขียนเรื่องสั้น แยกเป็นประเภทต่างๆได้ดังนี้
1. ชนิดผูกเรื่อง (plot Story) คือเรื่องสั้นที่มีโครงเรื่องซับซ้อนและจบลงในลักษณะที่ผู้อ่านคาดไม่ถึง
2. ชนิดเพ่งเล็งที่จะแสดงลักษณะของตัวละคร (Character Story) คือเรื่องสั้นที่เน้นตัวละครเป็นใหญ่หรือเน้นให้ตัวละครเป็นผู้เล่าเรื่องหรือดำเนินเรื่อง โดยต้องการแสดงลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งของตัวละครเป็นสำคัญ
3. ชนิดถือเป็นฉากเป็นสำคัญ (Atmosphere Story) คือ เรื่องสั้นที่ผู้เขียนบรรยายฉากหรือสถานที่หรือแห่งนั้น ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึก ทำให้ผู้เกิดความรู้สึกคล้อยตามอารมณ์และและความคิดของตัวละคร
4. ชนิดที่แสดงแนวความคิดเห็น (Theme Story) คือ เรื่องที่ผู้เขียนมีอุดมคติหรือต้องการชี้ให้เห็นข้อคิดหรือสัจธรรมของชีวิต ฐะปะนีย์ นาครทรรพ ได้เสนอการเขียนเรื่อสั้นไว้ว่า “พึ่งประสบการณ์อ่านให้มาก นึกอยากเขียน เพียรฝึกฝน สนใจมนุษย์ จุดหมายเด่น เฟ้นภาษา หาเชื้อเพลิงและสำเริงอารมณ์
” วิธีเขียนเรื่องสั้น วิธีเขียนเรื่องสั้นให้น่าอ่านชวนให้ติดตามควรมีรายละเอียดต่อไปนี้ คือ
1. เค้าโครงเรื่อง (plot) คือ การสร้างเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาเริ่มเรื่องและจบเรื่อง การสร้างโครงเรื่องนี้มีหลัก 3 ประการ คือ
1.1 โครงเรื่องต้องมีความสับสนวุ่นวาย มีปัญหาต้องแก้ไข มีการผูกปมที่ซับซ้อน
1.2 ในการดำเนินเรื่อง จะไม่ราบรื่น หากแต่ต้องมีอุปสรรคทำให้เรื่องสนุก หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้อ่านรอคอยต่อไป
1.3 ปมนั้นค่อยๆคลี่คลาย จนถึงจุดสุดยอดของเรื่อง (cli-max) เป็นการจบหรือปิดเรื่อง
2. ตัวละคร
2.1 สร้างตัวละครให้สมจริง
2.2 การแสดงอุปนิสัยของตัวละครอาจบรรยายหรือเป็นบทที่ตัวละครพูดเอง
2.3 การแสดงอุปนิสัยของตัวละครต้องเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่เริ่มเรื่องจนจบเรื่อง
2.4 ตัวละครไม่มากเกินไป
3. ฉาก เป้นสถานที่หรือสิ่งแวดล้อม รวมทั้งบรรยากาศต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเรื่อง
3.1 เลือกฉากให้เหมาะสมกับเรื่อง และดำเนินเรื่องตามบรรยากาศที่ถูกต้อง
3.2 ผู้เขียนต้องเขียนฉากที่ตนรู้จังดีที่สุด เพราะจะได้ภาพที่แจ่มชัด
4. บทสนทนา มีข้อปฏิบัติ คือ
4.1 ไม่พูดนอกเรื่อง 4.2 เป็นคำพูดนอกเรื่อง 4.3 เป็นคำพูดง่ายต่อการเข้าใจ เหมาะสมแก่ฐานะของตัวละคร 4.4 รู้จักหลากคำ ไม่ใช้คำซ้ำซาก
5. การเปิดเรื่อง เป็นหัวใจของการเขียนเรื่อง เพราะจะทำให้ผู้อ่านติดตามต่อไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีการเปิดเรื่อง ซึ่งมีอยู่หลายวิธี คือ
5.1 สร้างเหตุการณ์หรือการกระทำให้เกิดความสนใจ น่าตื่นเต้น
5.2 เปิดเรื่องโดยใช้บทสนทนาที่มีถ้อยคำแปลกในความหมายและเนื้อเรื่อง ก่อให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากติดตามเรื่องต่อไป
5.3 เปิดเรื่องโดยการพรรณนา พรรณนาฉาก หรือบรรยายฉากที่ชวนให้ผู้อ่านสนใจ
6. การดำเนินเรื่อง ต้องคำนึงถึง คือ
6.1 ควรดำเนินเรื่องไปสู่จุดหมายโดยเร็ว
6.2 ปมของเรื่องควรมีความขัดแย้ง 1 แห่ง แล้วค่อยๆคลายปมทีละน้อย สมดังความปรารถนาของผู้อ่านที่รอคอย
7. การปิดเรื่อง เป็นตอนที่สำคัญที่สุด ผู้อ่านจะทราบว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร ซึ่งเป็นจุดสุดยอดของเรื่อง คือ
7.1 จบลงโดยที่ทำให้ผู้อ่านประหลาดใจ คาดไม่ถึง
7.2 จงลงด้วยความสมปรารถนา หรือสิ้นหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง ในการเขียนเรื่องสั้นนั้น จะเลือกเขียนในแนวใดก็ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้และอารมณ์ของแต่ละคนที่จินตนาการ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป โดยไม่จำเป็นต้องยึดหลักการเขียนเรื่องสั้นเป็นแบบแผนนัก ขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่าจะมีแนวคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้น อันเปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของตนเองมากกว่า
เรื่องสั้นเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่ง ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกมีความยาวประมาณ 1000-10000 คำ ผู้เขียนเขียนขึ้นโดยใช้จินตนาการของตนเองอย่างสมจริงสมจัง มีขนาดสั้น ตัวละครไม่มาก ดำเนินเรื่องด้วยความรวดเร็วและมีจุดมุ่งหมายเดียวโดยอาศัยศิลปะการเขียนที่ชวนให้น่าอ่านและมีคติธรรมแทรก j. Berg Esenwien ได้กล่าวถึงลักษณะเรื่องสั้นที่ดีไว้ว่า
1. ต้องมีพฤติการอันสำคัญอันเป็นต้นเรื่องแต่เพียงอย่างเดียว
2. ต้องมีตัวละครที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในท้องเรื่องแต่เพียงตัวเดียว
3. ต้องมีจินตนาการหรือมโนภาพให้ผู้อ่านคล้อยตามไปด้วย
4. ต้องมีพล๊อตหรือการผูกเค้าเรื่องให้ผู้อ่านฉงนหรือสนใจ
5. ต้องมีความแน่นหรือเขียนอย่างรัดกุม
6. ต้องมีการจัดรูป ลำดับพฤติการณ์ให้มีชั้นเชิงชวนอ่าน
7. ให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์หรือความรู้สึกอย่างใดอย่างนึง
ชนิดของเรื่องสั้น การเขียนเรื่องสั้น แยกเป็นประเภทต่างๆได้ดังนี้
1. ชนิดผูกเรื่อง (plot Story) คือเรื่องสั้นที่มีโครงเรื่องซับซ้อนและจบลงในลักษณะที่ผู้อ่านคาดไม่ถึง
2. ชนิดเพ่งเล็งที่จะแสดงลักษณะของตัวละคร (Character Story) คือเรื่องสั้นที่เน้นตัวละครเป็นใหญ่หรือเน้นให้ตัวละครเป็นผู้เล่าเรื่องหรือดำเนินเรื่อง โดยต้องการแสดงลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งของตัวละครเป็นสำคัญ
3. ชนิดถือเป็นฉากเป็นสำคัญ (Atmosphere Story) คือ เรื่องสั้นที่ผู้เขียนบรรยายฉากหรือสถานที่หรือแห่งนั้น ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึก ทำให้ผู้เกิดความรู้สึกคล้อยตามอารมณ์และและความคิดของตัวละคร
4. ชนิดที่แสดงแนวความคิดเห็น (Theme Story) คือ เรื่องที่ผู้เขียนมีอุดมคติหรือต้องการชี้ให้เห็นข้อคิดหรือสัจธรรมของชีวิต ฐะปะนีย์ นาครทรรพ ได้เสนอการเขียนเรื่อสั้นไว้ว่า “พึ่งประสบการณ์อ่านให้มาก นึกอยากเขียน เพียรฝึกฝน สนใจมนุษย์ จุดหมายเด่น เฟ้นภาษา หาเชื้อเพลิงและสำเริงอารมณ์
” วิธีเขียนเรื่องสั้น วิธีเขียนเรื่องสั้นให้น่าอ่านชวนให้ติดตามควรมีรายละเอียดต่อไปนี้ คือ
1. เค้าโครงเรื่อง (plot) คือ การสร้างเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาเริ่มเรื่องและจบเรื่อง การสร้างโครงเรื่องนี้มีหลัก 3 ประการ คือ
1.1 โครงเรื่องต้องมีความสับสนวุ่นวาย มีปัญหาต้องแก้ไข มีการผูกปมที่ซับซ้อน
1.2 ในการดำเนินเรื่อง จะไม่ราบรื่น หากแต่ต้องมีอุปสรรคทำให้เรื่องสนุก หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้อ่านรอคอยต่อไป
1.3 ปมนั้นค่อยๆคลี่คลาย จนถึงจุดสุดยอดของเรื่อง (cli-max) เป็นการจบหรือปิดเรื่อง
2. ตัวละคร
2.1 สร้างตัวละครให้สมจริง
2.2 การแสดงอุปนิสัยของตัวละครอาจบรรยายหรือเป็นบทที่ตัวละครพูดเอง
2.3 การแสดงอุปนิสัยของตัวละครต้องเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่เริ่มเรื่องจนจบเรื่อง
2.4 ตัวละครไม่มากเกินไป
3. ฉาก เป้นสถานที่หรือสิ่งแวดล้อม รวมทั้งบรรยากาศต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเรื่อง
3.1 เลือกฉากให้เหมาะสมกับเรื่อง และดำเนินเรื่องตามบรรยากาศที่ถูกต้อง
3.2 ผู้เขียนต้องเขียนฉากที่ตนรู้จังดีที่สุด เพราะจะได้ภาพที่แจ่มชัด
4. บทสนทนา มีข้อปฏิบัติ คือ
4.1 ไม่พูดนอกเรื่อง 4.2 เป็นคำพูดนอกเรื่อง 4.3 เป็นคำพูดง่ายต่อการเข้าใจ เหมาะสมแก่ฐานะของตัวละคร 4.4 รู้จักหลากคำ ไม่ใช้คำซ้ำซาก
5. การเปิดเรื่อง เป็นหัวใจของการเขียนเรื่อง เพราะจะทำให้ผู้อ่านติดตามต่อไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีการเปิดเรื่อง ซึ่งมีอยู่หลายวิธี คือ
5.1 สร้างเหตุการณ์หรือการกระทำให้เกิดความสนใจ น่าตื่นเต้น
5.2 เปิดเรื่องโดยใช้บทสนทนาที่มีถ้อยคำแปลกในความหมายและเนื้อเรื่อง ก่อให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากติดตามเรื่องต่อไป
5.3 เปิดเรื่องโดยการพรรณนา พรรณนาฉาก หรือบรรยายฉากที่ชวนให้ผู้อ่านสนใจ
6. การดำเนินเรื่อง ต้องคำนึงถึง คือ
6.1 ควรดำเนินเรื่องไปสู่จุดหมายโดยเร็ว
6.2 ปมของเรื่องควรมีความขัดแย้ง 1 แห่ง แล้วค่อยๆคลายปมทีละน้อย สมดังความปรารถนาของผู้อ่านที่รอคอย
7. การปิดเรื่อง เป็นตอนที่สำคัญที่สุด ผู้อ่านจะทราบว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร ซึ่งเป็นจุดสุดยอดของเรื่อง คือ
7.1 จบลงโดยที่ทำให้ผู้อ่านประหลาดใจ คาดไม่ถึง
7.2 จงลงด้วยความสมปรารถนา หรือสิ้นหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง ในการเขียนเรื่องสั้นนั้น จะเลือกเขียนในแนวใดก็ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้และอารมณ์ของแต่ละคนที่จินตนาการ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป โดยไม่จำเป็นต้องยึดหลักการเขียนเรื่องสั้นเป็นแบบแผนนัก ขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่าจะมีแนวคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้น อันเปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของตนเองมากกว่า
วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552
การเขียนบท
1. การค้นคว้าหาข้อมูล (research) เป็นขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์อันดับแรกที่ต้องทำถือเป็นสิ่งสำคัญหลังจากเราพบประเด็นของเรื่องแล้ว จึงลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเสริมรายละเอียดเรื่องราวที่ถูกต้อง จริง ชัดเจน และมีมิติมากขึ้น คุณภาพของภาพยนตร์จะดีหรือไม่จึงอยู่ที่การค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าภาพยนตร์นั้นจะมีเนื้อหาใดก็ตาม
2. การกำหนดประโยคหลักสำคัญ (premise) หมายถึงความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้ตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นถ้า...” (what if) ตัวอย่างของ premise ตามรูปแบบหนังฮอลลีวู้ด เช่น เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นในนิวยอร์ค คือ เรื่อง West Side Story, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ดาวอังคารบุกโลก คือเรื่อง The Invasion of Mars, เกิดอะไรขึ้นถ้าก็อตซิล่าบุกนิวยอร์ค คือเรื่อง Godzilla, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก คือเรื่อง The Independence Day, เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นบนเรือไททานิค คือเรื่อง Titanic เป็นต้น
3. การเขียนเรื่องย่อ (synopsis) คือเรื่องย่อขนาดสั้น ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทัด หรือหนึ่งย่อหน้า หรืออาจเขียนเป็น story outline เป็นร่างหลังจากที่เราค้นคว้าหาข้อมูลแล้วก่อนเขียนเป็นโครงเรื่องขยาย (treatment)
4. การเขียนโครงเรื่องขยาย (treatment) เป็นการเขียนคำอธิบายของโครงเรื่อง (plot) ในรูปแบบของเรื่องสั้น โครงเรื่องขยายอาจใช้สำหรับเป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ บางครั้งอาจใช้สำหรับยื่นของบประมาณได้ด้วย และการเขียนโครงเรื่องขยายที่ดีต้องมีประโยคหลักสำหคัญ (premise) ที่ง่าย ๆ น่าสนใจ
5. บทภาพยนตร์ (screenplay) สำหรับภาพยนตร์บันเทิง หมายถึง บท (script) ซีเควนส์หลัก (master scene/sequence)หรือ ซีนาริโอ (scenario) คือ บทภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่อง บทพูด แต่มีความสมบูรณ์น้อยกว่าบทถ่ายทำ (shooting script) เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมีขั้นตอน ประกอบ ด้วยตัวละครหลักบทพูด ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง เช่น บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ ไม่มีตัวเลขกำกับช็อต และโดยหลักทั่วไปบทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที
6. บทถ่ายทำ (shooting script) คือบทภาพยนตร์ที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน บทถ่ายทำจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตำแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ (fade) การละลายภาพ หรือการจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ (wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเลขลำดับช็อตกำกับเรียงตามลำดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง
7. บทภาพ (storyboard) คือ บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ คล้ายหนังสือการ์ตูน ให้เห็นความต่อเนื่องของช็อตตลอดทั้งซีเควนส์หรือทั้งเรื่องมีคำอธิบายภาพประกอบ เสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น ใช้เป็นแนวทางสำหรับการถ่ายทำ หรือใช้เป็นวิธีการคาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทำว่า เมื่อถ่ายทำสำเร็จแล้ว หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งบริษัทของ Walt Disney นำมาใช้กับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของบริษัทเป็นครั้งแรก โดยเขียนภาพ เหตุการณ์ของแอ็คชั่นเรียงติดต่อกันบนบอร์ด เพื่อให้คนดูเข้าใจและมองเห็นเรื่องราวล่วงหน้าได้ก่อนลงมือเขียนภาพ ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลำดับช็อตกำกับไว้ คำบรรยายเหตุการณ์ มุมกล้อง และอาจมีเสียงประกอบด้วย
2. การกำหนดประโยคหลักสำคัญ (premise) หมายถึงความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้ตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นถ้า...” (what if) ตัวอย่างของ premise ตามรูปแบบหนังฮอลลีวู้ด เช่น เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นในนิวยอร์ค คือ เรื่อง West Side Story, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ดาวอังคารบุกโลก คือเรื่อง The Invasion of Mars, เกิดอะไรขึ้นถ้าก็อตซิล่าบุกนิวยอร์ค คือเรื่อง Godzilla, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก คือเรื่อง The Independence Day, เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นบนเรือไททานิค คือเรื่อง Titanic เป็นต้น
3. การเขียนเรื่องย่อ (synopsis) คือเรื่องย่อขนาดสั้น ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทัด หรือหนึ่งย่อหน้า หรืออาจเขียนเป็น story outline เป็นร่างหลังจากที่เราค้นคว้าหาข้อมูลแล้วก่อนเขียนเป็นโครงเรื่องขยาย (treatment)
4. การเขียนโครงเรื่องขยาย (treatment) เป็นการเขียนคำอธิบายของโครงเรื่อง (plot) ในรูปแบบของเรื่องสั้น โครงเรื่องขยายอาจใช้สำหรับเป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ บางครั้งอาจใช้สำหรับยื่นของบประมาณได้ด้วย และการเขียนโครงเรื่องขยายที่ดีต้องมีประโยคหลักสำหคัญ (premise) ที่ง่าย ๆ น่าสนใจ
5. บทภาพยนตร์ (screenplay) สำหรับภาพยนตร์บันเทิง หมายถึง บท (script) ซีเควนส์หลัก (master scene/sequence)หรือ ซีนาริโอ (scenario) คือ บทภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่อง บทพูด แต่มีความสมบูรณ์น้อยกว่าบทถ่ายทำ (shooting script) เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมีขั้นตอน ประกอบ ด้วยตัวละครหลักบทพูด ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง เช่น บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ ไม่มีตัวเลขกำกับช็อต และโดยหลักทั่วไปบทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที
6. บทถ่ายทำ (shooting script) คือบทภาพยนตร์ที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน บทถ่ายทำจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตำแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ (fade) การละลายภาพ หรือการจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ (wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเลขลำดับช็อตกำกับเรียงตามลำดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง
7. บทภาพ (storyboard) คือ บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ คล้ายหนังสือการ์ตูน ให้เห็นความต่อเนื่องของช็อตตลอดทั้งซีเควนส์หรือทั้งเรื่องมีคำอธิบายภาพประกอบ เสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น ใช้เป็นแนวทางสำหรับการถ่ายทำ หรือใช้เป็นวิธีการคาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทำว่า เมื่อถ่ายทำสำเร็จแล้ว หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งบริษัทของ Walt Disney นำมาใช้กับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของบริษัทเป็นครั้งแรก โดยเขียนภาพ เหตุการณ์ของแอ็คชั่นเรียงติดต่อกันบนบอร์ด เพื่อให้คนดูเข้าใจและมองเห็นเรื่องราวล่วงหน้าได้ก่อนลงมือเขียนภาพ ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลำดับช็อตกำกับไว้ คำบรรยายเหตุการณ์ มุมกล้อง และอาจมีเสียงประกอบด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
